พราหมณ์กับพุทธแตกต่างกันอย่างไร

Last updated: 2020-06-14  |  827 จำนวนผู้เข้าชม  | 

พราหมณ์กับพุทธแตกต่างกันอย่างไร

พราหมณ์ กับ พุทธ แตกต่างกันอย่างไร?

       ในปัจจุบันหลักคำสอนของศาสนาพราหมณ์  ได้ผสมหรือปลอมปนเข้ามาอยู่ในคำสอนของพุทธศาสนามาช้านานแล้ว โดยชาวพุทธไม่รู้ตัว  จึงทำให้ชาวพุทธเข้าใจหลักพุทธศาสนาที่แท้จริงผิดพลาดไปหมด  แล้วก็มีการปฏิบัติที่ผิดพลาดตามไปด้วย  จึงทำให้ชาวพุทธไม่ได้รับประโยชน์จากคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า  คือกลายเป็นว่า ชาวพุทธนั้นมีแต่ชื่อว่าเป็นพุทธ  แต่การปฏิบัติกลับกลายเป็นพราหมณ์กันไปหมดโดยไม่รู้ตัว  และยังยึดมั่นถือมั่นว่าสิ่งที่ตัวเองยึดถือปฏิบัติอยู่นี้ คือ คำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าอีกด้วย  อีกทั้งเมื่อมีผู้นำคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้ามาบอกกล่าว  ซึ่งไม่ตรงกับความเชื่อที่ผสมหรือปลอมปนกับพราหมณ์อยู่  จึงทำให้ชาวพุทธไม่ยอมรับ แถมบางคนยังต่อต้านอีกด้วย  ดังนั้นเพื่อทำความเข้าใจว่าพุทธแท้ ๆ นั้นสอนว่าอย่างไร?  และพราหมณ์เขาสอนอย่างไร?  บทความนี้จึงได้สรุปหลักของพุทธกับพราหมณ์ที่แตกต่างกันเอาไว้  เพื่อให้ผู้ที่สนใจจะได้ศึกษา เพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อศาสนาทั้งสองอย่างถูกต้องต่อไป

๑. เรื่องสิ่งสูงสุด
      ศาสนาพราหมณ์ (หรือฮินดู) เป็นศาสนาประเภทเทวนิยมคือเคารพ ยอมรับเรื่องเทพเจ้าเป็นสิ่งสูงสุด  โดยเทพเจ้า ๓ องค์  ที่ชาวฮินดูให้ความเคารพสูงสุดอันได้แก่
๑. พระพรหม ที่เป็นเทพเจ้าผู้สร้าง หรือให้กำเนิดทุกสิ่งในจักรวาลขึ้นมา
๒. พระวิษณุ หรือพระนารายณ์  ที่เป็นเทพเจ้าผู้ปกป้องรักษา
๓. พระอิศวร หรือพระศิวะ ที่เป็นเทพเจ้าผู้ทำลาย
เทพเจ้าทั้ง ๓ องค์นี้รวมเรียกว่า ตรีมูรติ ที่เป็นเทพเจ้าสูงสุด  แต่ชาวฮินดูยังนับถือเทพเจ้ารอง ๆ ลงมาอีกมากประมาณ ๓๐๐ ล้างองค์

      ศาสนาพุทธ จะสอนว่า  สิ่งสูงสุดในโลกและในจักรวาล  ที่คอยควบคุมและดลบันดาลทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นไปก็คือ ธรรมชาติ  ที่แสดงออกมาในลักษณะของกฎของธรรมชาติที่ชื่อว่า กฎอิทัปปัจจยตา (คือกฎที่มีใจความสรุปว่า “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ต้องมีเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น”)

๒. เรื่องการกำเนิดชีวิต
      ศาสนาพราหมณ์ จะสอนว่า  โลกและทุกชีวิตเกิดมาจากพระพรหมเป็นผู้สร้างขึ้นมา และคอยควบคุมอยู่ (พรหมลิขิต) ส่วนพระนารายณ์จะเป็นผู้คอยปกป้องรักษา (โดยการอวตารลงมาเป็นเป็นมนุษย์ เช่น เป็นพระรามเพื่อฆ่ายักษ์ที่คอยทำร้ายมนุษย์  หรือเป็นพระพุทธเจ้าเพื่อสอนมนุษย์ผิด ๆ เพื่อให้มนุษย์ตกนรกกันมาก ๆ เพราะสวรรค์เต็มหมดแล้ว เป็นต้น) ส่วนพระอิศวรจะเป็นผู้ทำลาย

     ศาสนาพุทธ จะสอนว่า โลกนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ โดยมีธาตุ ๔ เป็นพื้นฐาน คือ ๑. ธาตุดิน (ของแข็ง) ๒. ธาตุน้ำ (ของเหลว) ๓. ธาตุไฟ (ความร้อน) ๔. ธาตุลม (อากาศ) โดยธาตุทั้ง ๔ นี้จะปรุงแต่งกันทำให้เกิดเป็นวัตถุสิ่งของต่าง ๆ ขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์  โดยวัตถุสิ่งของทั้งหลายนี้จะอาศัยธาตุว่าง (สุญญากาศ) ตั้งอยู่  และธาตุทั้ง ๔ นี้ยังปรุงแต่งให้เกิดวัตถุที่แสนมหัศจรรย์ (คือ ร่างกายของมนุษย์ สัตว์ และพืช) ขึ้นมาอีกด้วย  โดยวัตถุที่แสนมหัศจรรย์นี้ก็จะปรุงแต่ง หรือทำให้เกิดมีธาตุที่พิเศษสุดขึ้นมาอีก  นั่นก็คือ ธาตุรู้ (หรือธาตุวิญญาณ) ซึ่งธาตุรู้นี้เองที่ทำให้ร่างกายและระบบประสาทต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์ สัตว์ และพืช  เกิดการรับรู้และรู้สึกต่อสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ของธรรมชาติได้ และสิ่งที่มหัศจรรย์ที่สุดก็คือ  มนุษย์นั้นจะมีเนื้อสมองพิเศษที่สามารถจดจำสิ่งต่าง ๆ ที่รับรู้และรู้สึกมาได้เป็นอย่างดี  จึงทำให้มนุษย์นั้นมีความทรงจำมาก และการคิดนึกปรุงแต่งได้มาก และสลับซับซ้อนอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง  จนเกิดเป็นสิ่งที่สมมติเรียกกันว่า "จิต" หรือ "ใจ" ขึ้นมา

๓. เรื่องของจิต (หรือวิญญาณ)
     ศาสนาพราหมณ์ จะสอนว่า จิต (หรือวิญญาณ) ของมนุษย์และสัตว์นี้เป็น อัตตา (ตัวตนที่เป็นอมตะ คือจะมีอยู่ไปชั่วนิรันดร) ที่แยกออกมาจากปรมาตมันหรือพรหม  แล้วก็จะเวียนว่ายตาย-ในทางร่างกายเกิดเพื่อรับผลกรรมของตัวเอง  จนกว่าจะบำเพ็ญตบะเพื่อชำระล้างกิเลสให้หมดสิ้นไปจากจิตได้  จิตก็จะบริสุทธิ์และกลับไปรวมกับปรมาตมันหรือพรหมดังเดิม  และมีความสุขอยู่ชั่วนิรันดร 

     ศาสนาพุทธ จะสอนว่า  จิตของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายนี้เป็น อนัตตา (คือเป็นเพียงสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาเท่านั้น  จึงไม่มีตัวตนเป็นของตนเอง  และก็เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง หรือไม่เป็นอมตะ  รวมทั้งยังต้องทนอยู่อีกด้วย) ที่เกิดขึ้นมาจากการปรุงแต่งของระบบประสาทที่ยังดีอยู่ของร่างกาย ที่ยังเป็น ๆ อยู่เท่านั้น  เมื่อจิตนี้มีเจตนาดี  ก็จะทำดี  แล้วก็จะเกิดความสุขใจ อิ่มใจขึ้นมาทันที (ที่สมมติเรียกว่าเป็นเทวดาที่กำลังอยู่บนสวรรค์) แต่ถ้าจิตนี้มีเจตนาชั่ว ก็จะทำชั่ว  แล้วก็จะเกิดความทุกข์ใจ  เสียใจขึ้นมาทันที (ที่สมมติเรียกว่าเป็นสัตว์นรกที่กำลังอยู่ในนรก) ซึ่งอาการนี้เรียกว่าการเวียนว่ายตาย-เกิดในทางจิตใจ  จนกว่าเมื่อใดที่จิตนี้จะหลุดพ้นจากความดีและชั่ว  จิตก็จะบริสุทธิ์และไม่เกิดเป็นอะไร ๆ (ตามที่สมมติเรียกกัน) อีกต่อไป ซึ่งสภาวะนี้เรียกว่า นิพพาน ที่หมายถึง ความไม่มีทุกข์ หรือความสงบเย็นของจิตใจ 

Powered by MakeWebEasy.com