เชื่อมโลกด้วยธรรมนำความสุข

Last updated: Oct 13, 2019  |  104 จำนวนผู้เข้าชม  |  เชื่อมโลกด้วยธรรมนำความสุข

เชื่อมโลกด้วยธรรมนำความสุข

       พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องสำคัญ ที่เราต้องมีไว้ในชีวิตของเรา  เพราะชีวิตของเรานั้น  เราเกิดมาด้วยความไม่รู้  เรียกว่าอวิชชา  เราจึงดำเนินชีวิตตามความไม่รู้  ตามความพอใจ ไม่พอใจของเราแต่ละคน  ซึ่งมันก็ไม่สามารถจะสร้างความสุขให้กับตัวเราได้  พระพุทธเจ้าท่านเห็นอย่างนี้ ท่านก็ได้บำเพ็ญบารมีมาเป็นพระพุทธเจ้า  เพื่อจะช่วยเหลือให้มนุษย์นั้นมีทางเดินชีวิตที่ถูกต้องให้ได้

       ถ้าเราเอาความรู้ที่ถูกต้องไปดำเนินชีวิต  ชีวิตเราก็จะไม่มีปัญหา  เพราะพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า  ถือว่าเป็นวิธีแก้ปัญหาชีวิตของมนุษย์ทุกคน  ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้  รู้จริง รู้แจ้งเรื่องโลกและชีวิต  เพราะชีวิตเราต้องไปเกี่ยวข้องกับโลกภายนอก  โลกภายนอกก็มาเกี่ยวข้องกับชีวิตเรา  แล้วถ้าเราไม่มีความรู้เรื่องชีวิตและโลกภายนอก  เราก็ไม่สามารถจะดำเนินชีวิตให้เกิดความสมดุลเกื้อกูลซึ่งกันและกันได้  เพราะโลกและชีวิตเราต้องอิงอาศัยกันอย่างนี้  แต่ว่าเราจำเป็นจะต้องมีตัวเชื่อมระหว่างชีวิตกับโลกภายนอก

       ตัวเชื่อมที่ทำให้เราสามารถเชื่อมต่อกับโลกภายนอกได้  และโลกภายนอก มาเชื่อมกับตัวเราได้อย่างถูกต้อง  มันจะต้องมีสะพานที่ถูกต้องมาเป็นตัวเชื่อม  พระพุทธเจ้าท่านก็เห็นว่าความจริงที่พระองค์ท่านตรัสรู้ไว้  คือกฎธรรมชาติ 2 กฎนั่นคือ

       1. กฎไตรลักษณ์ (เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป)

       2. กฎอิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท

           (มีเหตุปัจจัยมาประชุม ปรุงแต่งชั่วคราว แล้วแตกสลาย)

       สรุปว่า ไม่เที่ยงเกิดดับ  สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นมีลักษณะใหม่  เก่า  แตกสลาย  ชีวิตของคนก็หนุ่ม  แก่  ตาย  ฉะนั้นชีวิตก็หนุ่ม  แก่  ตาย  สิ่งต่าง ๆ ในโลกก็ใหม่  เก่า  แตกสลาย  ท่านก็เห็นว่าโลกและชีวิตนี้  เป็นธรรมชาติชนิดหนึ่ง  เกิดจากเหตุปัจจัยมาประชุมปรุงแต่งชั่วคราว แล้วแตกสลาย ไม่มีตัวตนเป็นของตนเอง  ตัวเราก็ไม่มีตัวตนเป็นของตนเอง  โลกภายนอกก็ไม่มีตัวตนเป็นของตนเอง  มันเป็นของมันอย่างนี้  มันเป็นเหตุปัจจัยอิงอาศัยซึ่งกันและกันตลอดมา

       แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้  ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างมันอิงอาศัยซึ่งกันและกันอย่างนี้  เราจะมีอะไรเป็นสะพาน  เป็นตัวเชื่อมระหว่างโลกกับชีวิตนี้  ให้มันเคียงคู่กัน โดยการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน  ชีวิตก็เกื้อกูลโลก  โลกก็เกื้อกูลชีวิต  พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสรู้เห็นความจริงของธรรมชาติว่า  ธรรมชาติทั้งหมดลงอยู่ในกฎธรรมชาติ 2 กฎคือ  ไตรลักษณ์และอิทัปปัจจยตาฯ  ท่านก็เอากฎธรรมชาติ 2 กฎ  สรุปว่าไม่เที่ยงเกิดดับ  ให้เราใช้ธรรมไม่เที่ยงเกิดดับ  เป็นตัวเชื่อมระหว่างชีวิตกับโลกภายนอก  เพื่อให้โลกและชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างสันติสุข  คือ ให้ทุกฝ่ายอิงอาศัยเกื้อกูลซึ่งกันและกัน  ไม่ทำลายล้างกัน  เพราะถ้าไม่มีธรรมเป็นตัวเชื่อมโลกกับชีวิตอย่างนี้  มันเชื่อมกันไม่ได้  โลกและชีวิตจะทำลายซึ่งกันและกันทันที

       เหมือนโลกเราขณะนี้  ไม่ได้เอาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่พระองค์ท่านตรัสรู้มาเป็นตัวเชื่อม  เราก็ทำลายล้างโลก  โลกก็ทำลายล้างมนุษย์อย่างที่เห็น เกิดพายุ  เกิดฝนตกหนัก  เกิดแผ่นดินไหว  เกิดโรคระบาด  มนุษย์ก็ทำลายโลกเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม  มลพิษ  เกิดสงครามต่อสู้ทำร้ายกัน  สิ่งเหล่านี้ก็เกิดจากการเชื่อมต่อกันไม่ได้ระหว่างโลกภายนอกกับตัวเรา  คือ  ไม่มีความรู้ว่าสิ่งทั้งหลายมันอิงอาศัยกัน  แล้วจะอิงอาศัยกันอย่างไร ก็ไม่มีความรู้

       พระพุทธเจ้าชี้ให้เห็นทั้งหมดว่า  ชีวิตเราก็เกิดจากเหตุปัจจัยมาประชุมปรุงแต่งชั่วคราวแล้วแตกสลาย  เกิดจากเหตุปัจจัยที่มาจากโลกภายนอก  คือ  ดิน  น้ำ  ลม  ไฟ  มันมาประชุมกันเป็นตัวของเรา  โลกภายนอกก็มีดิน  น้ำ  ลม  ไฟ  มาประชุม  ทุกสิ่งทุกอย่างมันอิงอาศัยซึ่งกันและกันอย่างนี้  แต่ว่าคนเราไม่มีความรู้ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้  เรียกว่า  ไม่มีความรู้ทางธรรม  ไม่สามารถเอาธรรมะ  คือกฎธรรมชาติ 2 กฎ  ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เรื่องโลกและชีวิตมาใช้ได้อย่างถูกต้อง  ผลที่เกิดขึ้นจึงมีแต่ทุกข์

       เพราะถ้าไม่มีธรรมไปเชื่อมก็จะมีอธรรม  คือ  ความเชื่อหรือ ความพอใจไม่พอใจเข้าไปเชื่อมโลกกับชีวิต มันเลยมีปัญหา ปัญหาที่เกิดขึ้นกับโลกทุกวันนี้ เพราะเราเอาตัวเชื่อมที่ไม่ถูกต้องไปเชื่อมระหว่างโลกกับชีวิตของเรา  ก็ดูง่าย ๆ  ว่าตัวเราขณะนี้ วันไหนถ้าไม่มีธรรมเชื่อมเรามีปัญหาเลย  สิ่งแวดล้อมที่เราไปเกี่ยวข้องก็มีปัญหา มันเกิดขึ้นทันทีเห็นได้ชัด  แต่วันไหนถ้าเรามีไม่เที่ยงเกิดดับ  มีธรรมะอยู่ในใจ ดูเหมือนว่าเราจะเชื่อมตัวเรากับสิ่งรอบตัวเราได้ถูกต้อง  ไม่มีปัญหา  แต่เรื่องอย่างนี้เรามองไม่เห็น  เพราะเราไม่เคยศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติถึงจุดนี้กัน  เลยมองไม่ถึงหรือมองข้ามไป  พระพุทธเจ้าให้เราเห็นความจริงอย่างนี้  แล้วเอาความจริงที่พระองค์ท่านตรัสรู้นั้น  ไปใช้เป็นตัวเชื่อมระหว่างชีวิตกับโลก

       เราต้องเข้าใจว่าเราอยู่คนเดียวไม่ได้  เราต้องอยู่ร่วมกันกับโลกนี้  โลกต้องอยู่ร่วมกับเรามันขาดกันไม่ได้  เราก็โชคดีที่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ในโลกนี้  บอกความจริงให้เราอยู่กับโลกนี้ได้อย่างมีสันติสุข  แต่คนส่วนมากก็ยังไม่เข้าใจ  เราก็ไม่มีความรู้ว่าตัวเองเป็นอะไร  สิ่งที่เราไปเกี่ยวข้องมันคืออะไร  ไม่มีใครรู้ว่าตัวเองเป็นธรรมชาติชนิดหนึ่ง  สิ่งที่เราไปเกี่ยวข้องก็เป็นธรรมชาติชนิดหนึ่ง  เราไม่มีความรู้อย่างนี้ในใจของเราเลยนะ  ถ้าไม่มีก็ถือว่าเป็นความเห็นผิด เรียกว่า  มิจฉาทิฏฐิ คือ ไม่รู้ความจริงว่าโลกและชีวิตนั้นเป็นธรรมชาติชนิดหนึ่ง  แล้วก็ไม่รู้ว่าธรรมชาตินั้นมันมีเหตุปัจจัยมาประชุมปรุงแต่งชั่วคราวแล้วแตกสลาย  แล้วก็ไม่รู้ว่าธรรมชาติมันไม่มีตัวตนเป็นของตนเอง  ไม่เข้าใจว่ามันไม่มีตัวตนเป็นของตนเอง  เพราะเรามีปัญญาไม่ลึกซึ้ง  จึงมองเห็นเฉพาะที่ตื้นเขิน  คือ  เห็นสิ่งที่มาปรากฎทางตา  ว่ามันก็ยังมีตัวตนอยู่

       ถ้าไม่ได้เรียนไม่ได้ศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า  จะมีความเห็นอย่างนี้  พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ  คือความเห็นผิดหรือสักกายทิฏฐิ  ไม่เข้าใจธรรมชาติที่แท้จริง  ไม่รู้ว่าตัวเราเป็นธรรมชาติมาประชุมกันชั่วคราว  โลกภายนอกที่เราไปเกี่ยวข้องก็เป็นธรรมชาติที่มาประชุมกันชั่วคราว  เมื่อเราไม่รู้  ก็เห็นสิ่งที่มาประชุมกันชั่วคราวนี้ ว่ามันเป็นตัวตนที่แท้จริง  ไม่ได้เห็นต่อไปว่าไม่นานมันก็แตกสลาย  ทำไมเรามองไม่เห็น  เพราะความรู้ที่จะมองเห็นอย่างนี้มันไม่มี เพราะเรากลัวตาย  เราไม่อยากเห็นความตาย เพราะเรากลัวตายกันทุกคน  ความกลัวตาย คือ  จิตใต้สำนึกเราที่ต้องการนิพพาน

       นิพพานแปลว่า ไม่เกิด  ไม่แก่  ไม่ตาย  เรากลัวตาย  เราไม่อยากตาย  ก็เพราะเรายังทำนิพพานไม่สำเร็จ  ซึ่งเราก็ไม่มีความรู้เชื่อมต่ออย่างนี้  เราก็ไม่มีปัญญาคิดต่อ  เพราะฉะนั้นเราก็สรุปสิ่งที่เห็นในปัจจุบันทันที  ว่ามันมีตัวตนเป็นของตนเองอย่างนั้น  ไม่ได้มองต่อไปว่าสิ่งที่เราเห็นนี้มันก็ใหม่  เก่า  แตกสลาย  หนุ่ม  แก่  ตาย  เราเห็นว่าใหม่  เก่า  แตกสลาย  หนุ่ม  แก่  ตาย  เป็นของธรรมดา  แต่ไม่มีใครรู้ใครเห็น  ไม่มีความจริงอันนี้อยู่ในใจคน  คนส่วนใหญ่ไม่มี  ถ้าไม่มีก็ไม่เห็น  ถ้าไม่มีใครบอก  ไม่มีใครชี้ให้เห็นเราก็ไม่เห็น  เพราะเราไม่มีข้อมูล

      พระพุทธเจ้าตรัสว่า  เรามืดบอดทางสติปัญญา  เพราะเราเห็นเองไม่ได้  มีเพียงพระพุทธเจ้าที่เห็นให้เราก่อน  ท่านก็บอกให้เรารู้ว่า  สิ่งเหล่านี้ไม่มีตัวตนเป็นของตนเอง  เป็นธรรมชาติ  มันมาประชุมปรุงแต่งกันชั่วคราวแล้วก็จบ  แต่เราก็ยังไม่เข้าใจ  เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นธรรมดาสามัญทั่วไปนั้น เป็นเรื่องที่เราเข้าใจได้ยาก  ไม่สามารถจะทำความเข้าใจได้เลย  ที่มันเป็นอย่างนี้  ก็เพราะเราไม่เคยฝึกรู้เห็นอย่างนี้มาก่อน

       แล้วทุกวันนี้เราไปฝึกอะไร  ไปฝึกให้รู้เห็นว่าสิ่งทั้งปวงนั้น มีตัวตนที่แท้จริง  ซึ่งเป็นความเห็นผิดจากธรรมชาติ  ที่เรามีความคิดเห็นอย่างนั้น ก็เพราะเราไม่รู้ว่าสิ่งทั้งปวงนั้นเป็นธรรมชาติ  ถ้าไม่รู้ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นธรรมชาติ  เราก็ไม่รู้ความจริงว่าสิ่งทั้งปวงมาประชุมกันชั่วคราวแล้วแตกสลาย  ถ้าเราไม่รู้ว่ามันมาประชุมชั่วคราว  เราก็ไม่รู้ว่ามันไม่มีตัวตนเป็นของตนเอง  เราก็ไปยึดมั่นถือมั่นสิ่งนั้นว่ามันมีตัวตน

       แล้วผลที่สุดอะไรเกิดขึ้นกับคนที่ไปยึดมั่นถือมั่น  ก็คือ  ความเห็นผิดหรือบาปอกุศล  เขาต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารนี้นับไม่ได้  ชาติแล้วชาติเล่าอย่างนี้  เกิดมาก็แก่แล้วเจ็บ แล้วก็ตายในที่สุด  จนพวกเราเบื่อความเกิด  เพราะเราเห็นแล้วว่า  ความเกิดเป็นทุกข์  เราจึงขอเกิดชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย  แต่ว่าก็ไม่ง่าย  เพราะเราจะทำตัวเราให้เป็นชาติสุดท้ายก็ไม่ง่าย  เพราะความรู้ผิดเก่า  เรียกว่า อวิชชา  อวิชชาของเรามันยังมีกำลังอยู่  มันก็ยังพาให้เราไปเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารต่อไป

       เพราะฉะนั้นเราต้องใช้ความเพียรพยายามอย่างเต็มที่  หรือเพียรอย่างยิ่งยวด  เพื่อที่จะเอาชนะอวิชชา  หรือความเห็นผิดเก่าของเรา  ที่มันอยู่ติดตามเราตลอด  เพราะอวิชชาเป็นต้นตอของการเวียนว่ายตายเกิด  อวิชชาคืออะไร  คือ ความพอใจ ไม่พอใจ  พอใจคือโลภะ  ไม่พอใจคือโทสะ  ตามไม่ทันก็คือโมหะ  พระพุทธเจ้าว่า เป็นเหตุปัจจะโย  เป็นสมุทัยของทุกข์ทั้งปวง มันก็เก็บไว้ในใจเรา  ในเมื่อตัวเรายังมีข้อมูลที่เป็นอวิชชา  เป็นตัวกำหนดทิศทางของชีวิตอยู่  เราจะกำหนดทิศทางชีวิตเราใหม่ก็ไม่ใช่ง่าย  ต้องใช้ความเพียรพยายามสูงสุด  เพราะมันไม่ง่ายเลย

       ความเพียรพยายามสูงสุดของเราเท่านั้น  ที่จะเอาชนะความเคยชินเก่าของเรา  คือความเห็นผิดว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงมีตัวตนเป็นของตนเอง  และในที่สุดตอนที่เราใกล้จะตายนั่นหละ  เราจึงจะเห็นว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เราควรยึดมั่นถือมั่นเลย  ตัวเราของเราก็ต้องจบกันในวันนั้น  เราก็ยังเอาตัวเราไปไม่ได้  ทรัพย์สมบัติที่เราหวงแหนเราก็เอาไปไม่ได้  เราไปเห็นความจริงตอนเราใกล้จะตาย  มันเป็นอย่างนั้นในที่สุดก็ไม่สามารถจะแก้ไขตัวเราเองได้ทันกับเวลา  ด้วยเหตุนี้พวกเราจึงเสียใจอย่างนี้มานับภพนับชาติไม่ถ้วน

Powered by MakeWebEasy.com