ดับทุกข์ได้ด้วยความเพียร

Last updated: Oct 13, 2019  |  109 จำนวนผู้เข้าชม  |  ดับทุกข์ได้ด้วยความเพียร

ดับทุกข์ได้ด้วยความเพียร

       เราต้องใช้ความเพียรพยายามอย่างหนัก  ที่จะเอาความรู้ที่ใช้สร้างสุขดับทุกข์มาใส่ตัวเราให้ได้  แต่ความรู้เพื่อสร้างสุขดับทุกข์  ไม่มีในสัญญาความจำของเราเลย  ความรู้สร้างสุขชั่วคราวทุกข์ถาวรก็ทำหน้าที่ของมัน  ตามที่มันสั่งเรามาตลอดชีวิตเรา

       อันนี้ล่ะมันเลยเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย  รู้แล้วจะทำก็ยาก  เหตุที่เราทำได้ยากเพราะเราไม่รู้จริง ๆ  การกระทำของเราจึงยากขึ้นเรื่อย ๆ  ที่ยากขึ้นเพราะเราไม่รู้จริง  เมื่อเราไม่รู้จริงก็ไม่ทำ  พอเราไม่ทำ ก็ไม่มีความชำนาญเกิดขึ้นในการกระทำที่เป็นการสร้างสุข  แต่ไปสนใจทำสิ่งที่สร้างทุกข์  มีแต่ความชำนาญในการสร้างทุกข์ให้กับตัวเราเองมันเป็นอย่างนั้น  แทนที่เราจะมีความชำนาญในการสร้างสุขแก่ตัวเรา  ก็กลายเป็นว่าเรามีความชำนาญในการสร้างทุกข์ให้กับตัวเรา  ชีวิตเราดูดี ๆ  น่าใจหายนะ เราก็เห็นคนทั่วไปอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองขณะนี้  คนทั้งหลายไม่รู้เลยว่า  สิ่งที่ทำอยู่นั้น  คือข้อมูลสร้างทุกข์  ไปบำเพ็ญข้อมูลสร้างทุกข์ให้กับตัวเขาเอง  โดยที่เขาเต็มใจหรือภูมิใจในการกระทำสิ่งเหล่านั้นด้วย

       เรื่องนี้เป็นเรื่องยาก  แม้แต่สมัยที่พระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่  พระพุทธเจ้าก็เห็นความจริงอย่างนี้  ท่านก็ไม่สามารถจะช่วยได้ทุกคน  ท่านจึงช่วยเหลือผู้ที่ช่วยได้เท่านั้น  ใจจริงท่านก็อยากจะช่วยทุกคน  แต่ทุกคนมันใส่ข้อมูลอวิชชา  หรือความไม่รู้ หรือข้อมูลสร้างทุกข์มามากจนไม่มีโอกาสที่จะมองเห็นอีกด้านหนึ่งได้  เพราะแต่ละวันคนก็ใส่แต่ข้อมูลสร้างทุกข์อย่างเดียว  ไม่มีโอกาสคิดเป็นอย่างอื่น  ถ้าเราคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้  เราก็ไม่มีการใส่ข้อมูลสร้างสุขดับทุกข์  หรือข้อมูลพระธรรมให้กับตัวเองได้  การที่เราไม่ได้ใส่ข้อมูลให้กับตัวเอง  ก็ถือว่าเป็นความวิบัติของชีวิต  เพราะสิ่งที่ดีงาม  ที่ชีวิตเราต้องการ  เราก็ให้ตัวเราเองไม่ได้ เพราะเราไม่มีจะให้

       อันนี้มันน่าใจหาย  หรือน่าเจ็บใจ  ว่าชีวิตเรามันน่าจะมีอะไรที่ดีกว่าที่เราเป็นอยู่ในขณะนี้  คือความจริงมนุษย์เรามีศักยภาพที่จะพัฒนาความจริงที่เราศึกษาเรียนรู้มาเป็นลำดับ ๆ  จนถึงความจริงสูงสุดก็คือนิพพาน  แต่ว่าความจริงสูงสุดนี้ต้องใช้ความเพียรพยายามอย่างมาก  แต่ความเพียรพยายามนั้น ถูกขัดขวางด้วยความเชื่อคือ  ความพอใจ ไม่พอใจ  เพราะความเชื่อเลยเป็นเจ้าชีวิตเรามานมนาน  ถ้าหากเราจะนำความจริงมาสร้างชีวิตใหม่ จะต้องมีการเพียรพยายามอย่างจริงจัง  แต่ว่าความเพียรพยายามอย่างจริงจังของคนเรานั่นมันเป็นไปได้ยาก  ไม่ใช่เรื่องง่าย  เพราะความเพียรพยายามของเรานั่นมันไปเพียรพยายามอีกด้านหนึ่ง  คือด้านสร้างทุกข์  ด้านสร้างสุขเราไม่มีความเพียรพยายาม

       ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น  ก็เพราะข้อมูลที่สั่งให้เราสร้างสุขไม่มีในใจเรา  เรามีแต่ข้อมูลสั่งให้เราสร้างทุกข์  เมื่อตัวเรามีข้อมูลสั่งให้สร้างทุกข์อยู่มากในชีวิตเรา  เราจึงสร้างสุขไม่ได้ง่าย ๆ  แล้วเมื่อข้อมูลสร้างทุกข์มันมีมาก  มันก็เบียดบังเอาเวลาชีวิตเราไปหมด  เวลาของชีวิตเราที่จะมอบให้แก่ตัวเราเองก็ไม่มี  แล้วเวลามันไปไหน  มันก็ถูกความพอใจไม่พอใจของเราเอาไปหมด  นั่นคือให้เราสร้างได้แต่ข้อมูลสร้างทุกข์  เวลาชีวิตเรานั้นไม่มีโอกาสให้กับข้อมูลสร้างสุขแก่ตัวเราเอง  เราจะบำเพ็ญข้อมูลสร้างสุขนี้ก็แสนจะยากเย็น เพราะ  1. ข้อมูลมันมีน้อย  2. เวลามีให้ไม่พอ

       ที่เวลามันมีให้ไม่พอ  เพราะว่าระบบสร้างทุกข์ให้กับตัวเองมันเป็นอัตโนมัติ  ในเมื่อมันเป็นอัตโนมัติแล้ว  มันทำงานเร็ว  เราจะไปเอาข้อมูลสร้างสุขดับทุกข์ไปแทรกตรงไหน  และแทรกอย่างไร  เราก็ต้องมาศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างจริงจัง  ต้องหมั่นฟังธรรม  เพียรศึกษาเรียนรู้ธรรมเป็นประจำ  ก็เพราะเราจะเอาข้อมูลสร้างสุขดับทุกข์ไปแทรกในวัฏจักรของการสร้างทุกข์ของเราให้ได้  ถ้าเราแทรกไม่ได้  ชีวิตเราก็ไม่มีค่า ก็เป็นเหมือนสัตว์โลกทั้งปวง  คือหนีทุกข์ไปหาสุข กินนอนสืบพันธุ์ไปวัน ๆ เท่านั้น  เสร็จแล้วก็หมดอายุขัย  ก็ตายไปแล้วก็เกิดอีก  เกิดอีกก็ไปสร้างทุกข์บำเพ็ญความทุกข์ให้กับตัวเองแล้วก็ตายอีก  แล้วก็เกิดอีก  ตายอีกวนเวียนอย่างนี้  มันถึงได้เป็นวัฏจักรที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า  เป็นทุกข์นับไม่ได้  มันไม่น่าเชื่อ ว่าคนเรานี่ทำไมสร้างให้ตัวเองเวียนว่ายตายเกิด วัฏสงสารของทุกข์ มานับภพนับชาติไม่ถ้วน มันคืออะไร  มันเป็นความต้องการของเราจริง ๆ  อย่างนั้นหรือ

       จิตใต้สำนึกเรามีแต่ความต้องการที่จะสร้างสุขดับทุกข์เท่านั้น  แต่ทำไมวิถีชีวิตเราถึงดำเนินไปตามรูปแบบของการสร้างทุกข์  อันนี้คือ ปัญหาที่เราต้องการถามตัวเราว่าทำไมเป็นอย่างนั้น  พอเรามาศึกษาเรียนรู้พระธรรมคำสอนพระพุทธเจ้า  ว่าธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวงนั้น  เกิดจากเหตุปัจจัยมาประชุมกันให้เกิดก็เกิด  ให้ตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่  ให้แตกสลายก็แตกสลาย  ฉะนั้นวัฏจักรการดำเนินชีวิตเราก็เป็นธรรมชาติ  และก็มีเหตุปัจจัยมาประชุมกันทุกครั้ง  การสร้างทุกข์ก็มีเหตุปัจจัยมาประชุมกันให้เราสร้างทุกข์  ทำไมเราไม่รู้อย่างนี้  ก็เพราะว่าเราไม่มีข้อมูลให้เรารู้  มันจำกัดตรงที่เราไม่มีข้อมูล  เราจึงมีปัญญาไม่พอที่จะแทงตลอดในปัญหาเหล่านี้ได้  เหตุที่เรามีปัญญาไม่พอ  เพราะเราไม่ศึกษา  เหตุที่เราไม่ศึกษาเพราะเราขี้เกียจ  เหตุที่เราขี้เกียจก็เพราะเราโง่ถูกอวิชชาครอบงำไว้  ทางเดียวที่เราจะประสบความสำเร็จนี้ได้  ต้องมีความเพียรพยายาม  ดังคำที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า  คนล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร

Powered by MakeWebEasy.com