พระธรรมคำสอน

ปัจฉิมโอวาท หรือคำสอนครั้งสุดท้ายของพระพุทธเจ้า... “ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ขอให้เธอทั้งหลายจงยังประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่น ให้ถึงพร้อมด้วยด้วยความไม่ประมาทเถิด”

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า การบรรลุโสดาบันปฏิผล ดีกว่า การได้ไปสรวงสวรรค์ ประเสริฐกว่าการได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ ประเสริฐกว่าการได้ฌานสมาบัติ  ศาสดาผู้นำศาสนาที่มีสาวกมากมาย เป็นผู้ปราศจากกามราคะด้วยกำลังเจโตวิมุติ ประกอบด้วยกรุณาคุณ  สั่งสอนลัทธิเพื่อเข้าร่วมกับพรหม ทำให้สาวกไปสวรรค์มากมาย  นับว่าประเสริฐมากอยู่แล้ว แต่บุคคลผู้เป็นโสดาบัน แม้ยังมีกามราคะอยู่  ก็ยังประเสริฐกว่าศาสนาเหล่านั้น ยิ่งกว่าการเป็นเอกราชบนพื้นปฐพี  ยิ่งกว่าการไปสรวงสวรรค์ ยิ่งกว่าอำนาจทั่วสรรพโลก  สิ่งประเสริฐล้ำคือ "โสดาปฏิผล หรือ โสดาบันบุคคล"

พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริงของโลกและชีวิต คือกฎธรรมชาติ ๒ กฎ ๑. กฎไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ๒. กฎอิทัปปัจยตาปฏิจจสมุปบาท (สิ่งทั้งปวงเกิดจากเหตุปัจจัยมาประชุมกันชั่วคราว) สรุปว่า "ไม่เที่ยงเกิดดับ"

พระพุทธเจ้า ได้สรุปพระธรรมคำสอนของพระองค์ท่านที่เป็นผลการตรัสรู้ สอนให้กับพระอรหันต์ 1,250 รูป เพื่อให้พระอรหันต์นำไปสั่งสอนมนุษย์ เทวดาต่อไป ให้ละความชั่ว   2. ให้ทำความดี   3. ทำจิตให้ผ่องใส พระอรหันต์จะนำพระธรรมคำสอนไปสอนคน ท่านต้องหาสาเหตุของการละชั่ว, ทำดี, ทำจิตให้ผ่องใส

มรรค (สันสกฤต: มรฺค; บาลี: มคฺค) คือ หนทางสู่ความดับทุกข์ เป็นหนึ่งในอริยสัจ 4 จึงเรียกอีกอย่างว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา หรือการลงมือปฏิบัติเพื่อให้พ้นจากทุกข์ ประกอบด้วยองค์ประกอบ 8 ประการ ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่าอริยมรรคมีองค์ 8 นี้เป็นทางสายกลาง[1] คือเป็นข้อปฏิบัติอันพอดีที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้น[2] ตามวิภังคสูตร พระพุทธเจ้าทรงอธิบายรายละเอียดไว้ดังนี้[3] สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นที่ถูกต้อง) หมายถึง ความรู้ในอริยสัจ 4 สัมมาสังกัปปะ (ความคิดที่ถูกต้อง) หมายถึง ความคิดในการออกจากกาม ความไม่พยาบาท และการไม่เบียดเบียน สัมมาวาจา (วาจาที่ถูกต้อง) หมายถึง การเว้นจากการพูดเท็จ หยาบคาย ส่อเสียด และเพ้อเจ้อ สัมมากัมมันตะ (การปฏิบัติที่ถูกต้อง) หมายถึง เจตนาละเว้นจากการฆ่า โจรกรรม และการประพฤติผิดในกาม สัมมาอาชีวะ (การหาเลี้ยงชีพที่ถูกต้อง) หมายถึง การเว้นจากมิจฉาชีพ การละเว้นจากอาชีพฆ่าสัตว์ อาชีพที่เบียดเบียนผู้อื่น สัมมาวายามะ (ความเพียรที่ถูกต้อง) หมายถึง สัมมัปปธาน 4 คือ ความพยายามป้องกันอกุศลที่ยังไม่เกิด ละอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ทำกุศลที่ยังไม่เกิด และดำรงรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้ว สัมมาสติ (การมีสติที่ถูกต้อง) หมายถึง สติปัฏฐาน 4 สัมมาสมาธิ (การมีสมาธิที่ถูกต้อง) หมายถึง ฌาน 4 เมื่อเทียบกับหลักไตรสิกขา องค์มรรคข้อ 1-2 เป็นปัญญา ข้อ 3-4-5 เป็นศีล และข้อ 6-7-8 เป็นสมาธิ

ประโยชน์ ๓ ประการ ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนแก่มวลมนุษย์ ๑. ประโยชน์ปัจจุบัน ๔      ๑. อุฏฐานสัมปทา (อุ) ขยันหมั่นเพียร      ๒. อารักขสัมปทา (อะ) ใช้เงินออกดอกออกผลเป็น      ๓. กัลยาณมิตตตา (กะ) มีเพื่อนดี แต่เราต้องเป็นคนดีก่อน      ๔. สมชีวิตา (สะ) เลี้ยงชีพชอบ ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น

พิจารณา รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอนัตตา พระพุทธเจ้าตรัสถามความเห็นของปัญจวัคคีย์ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง ไม่เที่ยงพระพุทธเจ้าข้า ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นเป็นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ที่สุดโต่ง ๒ อย่างนี้ ภิกษุไม่ควรเสพ หรือเข้าไปเกี่ยวข้อง คือ      กามสุขัลลิกานุโยค  กามทั้งหลายหรือความพอใจ หรือความโลภ อีกด้านหนึ่งคือ การทรมานตน อัตตกิลมถานุโยค  หรือความไมา่พอใจ หรือความโกรธ ดูกรภิดษุทั้งหลาย ทางสายกลาง ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องที่สุด ๒ อย่างนั้น  ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำให้ญานเกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน

การวิปัสสนาภาวนากรรมฐาน วิปัสสนา แปลว่า ปัญญาหรือความจริง (กฎธรรมชาติ ๒ กฎ) ภาวนา แปลว่า เจริญ, ท่องจำ, ทำซ้ำ ๆ กรรมฐาน แปลว่า ฐานที่ตั้งในใจ วิปัสสนาภาวนากรรมฐาน แปลว่า ท่องจำ (เจริญ) ความจริง มาไว้ในใจเรา

การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎกจำนวน 45 เล่ม   ต้องศึกษาพระธรรมคำสอนของพระองค์ท่านให้จบ 84,000 พระธรรมขันธ์แล้วเข้าใจพระธรรมคำสอนของพระองค์ท่านด้วยว่า พระธรรมคำสอนสูตรนั้น ๆ เป็นพระธรรมคำสอนในส่วนที่เป็นผลการปฏิบัติหรือเหตุของการปฏิบัติของพระองค์ท่าน   คำสอนสูตรนั้นพระองค์ตรัสสอนผู้ใด  สอนอริยบุคคลหรือสอนบุคคลธรรมดาทั่วไป 

หนังสือเล่มนี้  นายฉัตรชัย ไชยวุฒิ และทีมงานอาสาสมัคร ได้รวบรวมคำบรรยายของข้าพเจ้าที่เคยได้บรรยายไว้  หลายวันหลายเดือน  โดยทำการตัดตอนเอาคำบรรยายบางส่วนที่ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้ง่ายมาพิมพ์  เพื่อแสดงผลงาน และแสดงการดำเนินงานเผยแพร่พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า  ตามที่มีในพระไตรปิฎก  และกิจกรรมการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมา มีภาพถ่ายของกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดจากความศรัทธาและความสามัคคีของญาติธรรมประกอบไว้  เพื่อให้คณะญาติธรรมได้รู้ได้เห็นว่า  สำนักปฏิบัติธรรมของอุบาสก อุบาสิกา ดอยไซ มีอะไรก้าวหน้าไปบ้าง ทั้งทางโลกและทางธรรม

คนเราส่วนมากเกิดมาต้องการหนีทุกข์ไปหาสุขกันทุกคน แต่ละคนก็พาตัวเองไปหาสุขตามความคิดความเข้าใจของตนเอง ที่คิดว่าทางนี้ทำอย่างนี้คิดอย่างนี้จะนำความสุขสำเร็จมาให้แก่ชีวิตของตนเอง ฉะนั้นจะเห็นว่าแต่ละคนจะมีวิธีการหนีทุกข์ไปหาสุขกันมากมายหลายรูปแบบแตกต่างกัน ลองผิดลองถูกกันเกือบค่อนชีวิตหรือตลอดชีวิตก็ยังหาความสุขจริง ๆ ที่ตนเองต้องการไม่พบ

เมื่อมีอะไรมากระทบสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ  หรืออินทรีย์ 6 แล้ว  ให้ฝึกใช้สติดึง ลากหรือระลึกเอาความจริงของโลกและชีวิตว่า สิ่งทั้งปวงไม่เที่ยงเกิดดับ เกิดจากเหตุปัจจัยมาประชุมกันชั่วคราว ซึ่งสรุปเหลือคำเดียวว่า  “ไม่เที่ยงเกิดดับ”  มากั้นขณะกระทบสัมผัสไว้ก่อนทุกครั้งเมื่อถูกกระทบสัมผัส (ตรงผัสสะ) ความจริงเหมือนหน้าปัญญาเหมือนหลัง ลากเอาหน้ามาแล้วหลังก็ตามมา

การจะปฏิบัติธรรมให้ถูกทางได้นั้นก็มีลักษณะเดียวกับการกระทำใด ๆ  ของเราในทางโลกที่จะทำถูกได้นั้นต้องมีการศึกษาเรียนรู้สิ่งที่เราจะไปทำนั้นให้รู้และเข้าใจในสิ่งนั้น ๆ ให้ดีก่อน   การกระทำของเราในสิ่งนั้นจึงจะถูกต้องครบถ้วน   มีผลสำเร็จเกิดขึ้นตามที่เราได้ตั้งใจไว้  มีเพียงความตั้งใจเฉย ๆ  ไม่มีความรู้ประกอบแล้ว การกระทำของเราไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรมก็ไม่ประสบความสำเร็จ  เพราะเป็นการหลับตากระทำ หรือทำโดยความไม่รู้

มนุษย์ทุกคนเกิดมามีทางเลือกให้กับตัวเอง 2 ทางเท่านั้น คือ  เลือกทางดับทุกข์ให้กับตนเอง  หรือเลือกทางหลบทุกข์ให้กับตนเอง  แต่ชีวิตนี้เลือกได้อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น  ทำไมจึงเป็นอย่างนี้  ที่เป็นอย่างนี้เพราะมนุษย์ทุกคนที่เกิดมาต้องการหนีทุกข์ไปหาสุขกันทุกคน  แต่ละคนก็มีวิธีการไปหาสุขของตนเองแตกต่างกันไปแล้วแต่สติปัญญาของแต่ละคน  บางคนก็ประสบความสำเร็จ  บางคนก็ผิดหวังคละเคล้ากันไปอย่างนี้

คนเราทุกคนเกิดมาต้องดิ้นรนเสาะแสวงหาความพอดีให้กับตัวเองตลอดเวลา  แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในแต่ละชีวิต  ขาดไปบ้าง เกินไปบ้าง พยายามเสาะแสวงหาไปตลอดชีวิต  และก็ไม่มีใครพบความพอดีให้กับตนเองได้ง่าย ๆ  หรือไม่เคยพบเคยเห็นเคยรู้มาก่อนตลอดชีวิตของตนเองว่าความพอดีของตนเองที่ตนเองต้องการนั้นมันอยู่ที่ไหน

ตลอดเวลาทีผ่านมาหลายร้อยปี  พวกเราชาวพุทธเข้าใจพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าคลาดเคลื่อนมาตลอด  คำว่า  “สติปัญญา”  ในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎกก็เช่นกัน  จะเห็นว่าการปฏิบัติธรรมของชาวพุทธในประเทศไทย  ได้มีการอบรมสั่งสอนกันมานานให้ชาวพุทธเจริญสติ และปัญญาตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ตรัสไว้  คือ เอาคำว่าสติไปเจริญ  คือ เราไปฝึกให้เกิดสติรู้เท่าทันอิริยาบถตลอดเวลาที่มีการเคลื่อนไหวหรืออื่น ๆ

ความพอใจ  ไม่พอใจ  สรุปเรียกว่า “อวิชชา”  คือความเห็นสิ่งทั้งปวงที่มากระทบสัมผัสตัวเราผิด จึงไม่หลงพอใจพอใจกับสิ่งนั้น  ความพอใจ  ไม่พอใจเกิดขึ้นได้ 6 ทาง  เท่านั้นคือ  ทางตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  เรียกว่า  “อินทรีย์ 6”  ความพอใจ  ไม่พอใจ จะเกิดขึ้นกับคนที่ไม่เข้าใจ  ไม่ได้ศึกษาพระธรรมคำสอนของสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสรู้บอกทางไว้ให้  ความพอใจเรียกภาษาพระว่า “โลภะ” หรือ “กามสุขัลลิกายุโยค” ซึ่งพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าเป็นทางสุดโต่ง  และอีกด้านหนึ่ง  ความไม่พอใจ เรียกภาษาพระว่า “โทสะ” หรือ “อัตตกิลมถานุโยค”  ซึ่งพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าเป็นทางสุดโต่งอีกทางหนึ่ง พระองค์ท่านห้ามภิกษุเข้าไปเกี่ยวข้องที่สุดทั้ง 2 ด้านนี้ในพระธรรมจักรกัปปวัตนสูตร

Powered by MakeWebEasy.com