บทความทั้งหมด

เรามักเข้าใจกันว่า เมื่อไรก็ตามที่ครูปรับการสอนมาเป็นออนไลน์ งานหนักน่าจะตกอยู่กับครูเสียส่วนใหญ่ เพราะต้องปรับรูปแบบการสอนใหม่ทั้งหมด อีกทั้งยังต้องเรียนรู้การใช้โปรแกรมและอุปกรณ์ที่อาจจะยังไม่คุ้นเคย ในแต่ความเป็นจริงแล้ว นักเรียนจะเรียนรู้ได้ดีแค่ไหนบนห้องเรียนออนไลน์ ล้วนต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย สำคัญที่สุดคือ ครูและผู้ปกครอง ต้องช่วยเหลือพวกเขาให้มากขึ้นกว่าการเรียนในห้องเรียนจริง

เนื้อหาหลัก ๆ ที่จะหยิบมาเล่าสู่กันฟัง มี 3-4 เรื่องที่พอจะช่วยยืนยันได้ว่า การเกิดเป็นคนสำคัญแค่ไหน

ปัจฉิมโอวาท หรือคำสอนครั้งสุดท้ายของพระพุทธเจ้า... “ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ขอให้เธอทั้งหลายจงยังประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่น ให้ถึงพร้อมด้วยด้วยความไม่ประมาทเถิด”

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า การบรรลุโสดาบันปฏิผล ดีกว่า การได้ไปสรวงสวรรค์ ประเสริฐกว่าการได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ ประเสริฐกว่าการได้ฌานสมาบัติ  ศาสดาผู้นำศาสนาที่มีสาวกมากมาย เป็นผู้ปราศจากกามราคะด้วยกำลังเจโตวิมุติ ประกอบด้วยกรุณาคุณ  สั่งสอนลัทธิเพื่อเข้าร่วมกับพรหม ทำให้สาวกไปสวรรค์มากมาย  นับว่าประเสริฐมากอยู่แล้ว แต่บุคคลผู้เป็นโสดาบัน แม้ยังมีกามราคะอยู่  ก็ยังประเสริฐกว่าศาสนาเหล่านั้น ยิ่งกว่าการเป็นเอกราชบนพื้นปฐพี  ยิ่งกว่าการไปสรวงสวรรค์ ยิ่งกว่าอำนาจทั่วสรรพโลก  สิ่งประเสริฐล้ำคือ "โสดาปฏิผล หรือ โสดาบันบุคคล"

พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริงของโลกและชีวิต คือกฎธรรมชาติ ๒ กฎ ๑. กฎไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ๒. กฎอิทัปปัจยตาปฏิจจสมุปบาท (สิ่งทั้งปวงเกิดจากเหตุปัจจัยมาประชุมกันชั่วคราว) สรุปว่า "ไม่เที่ยงเกิดดับ"

พระพุทธเจ้า ได้สรุปพระธรรมคำสอนของพระองค์ท่านที่เป็นผลการตรัสรู้ สอนให้กับพระอรหันต์ 1,250 รูป เพื่อให้พระอรหันต์นำไปสั่งสอนมนุษย์ เทวดาต่อไป ให้ละความชั่ว   2. ให้ทำความดี   3. ทำจิตให้ผ่องใส พระอรหันต์จะนำพระธรรมคำสอนไปสอนคน ท่านต้องหาสาเหตุของการละชั่ว, ทำดี, ทำจิตให้ผ่องใส

ถ้าอยากเป็นเศรษฐี  พระพุทธเจ้าสอนคาถาไว้ 4 คำ คือ  อุ  อะ  กะ  สะ

มรรค (สันสกฤต: มรฺค; บาลี: มคฺค) คือ หนทางสู่ความดับทุกข์ เป็นหนึ่งในอริยสัจ 4 จึงเรียกอีกอย่างว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา หรือการลงมือปฏิบัติเพื่อให้พ้นจากทุกข์ ประกอบด้วยองค์ประกอบ 8 ประการ ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่าอริยมรรคมีองค์ 8 นี้เป็นทางสายกลาง[1] คือเป็นข้อปฏิบัติอันพอดีที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้น[2] ตามวิภังคสูตร พระพุทธเจ้าทรงอธิบายรายละเอียดไว้ดังนี้[3] สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นที่ถูกต้อง) หมายถึง ความรู้ในอริยสัจ 4 สัมมาสังกัปปะ (ความคิดที่ถูกต้อง) หมายถึง ความคิดในการออกจากกาม ความไม่พยาบาท และการไม่เบียดเบียน สัมมาวาจา (วาจาที่ถูกต้อง) หมายถึง การเว้นจากการพูดเท็จ หยาบคาย ส่อเสียด และเพ้อเจ้อ สัมมากัมมันตะ (การปฏิบัติที่ถูกต้อง) หมายถึง เจตนาละเว้นจากการฆ่า โจรกรรม และการประพฤติผิดในกาม สัมมาอาชีวะ (การหาเลี้ยงชีพที่ถูกต้อง) หมายถึง การเว้นจากมิจฉาชีพ การละเว้นจากอาชีพฆ่าสัตว์ อาชีพที่เบียดเบียนผู้อื่น สัมมาวายามะ (ความเพียรที่ถูกต้อง) หมายถึง สัมมัปปธาน 4 คือ ความพยายามป้องกันอกุศลที่ยังไม่เกิด ละอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ทำกุศลที่ยังไม่เกิด และดำรงรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้ว สัมมาสติ (การมีสติที่ถูกต้อง) หมายถึง สติปัฏฐาน 4 สัมมาสมาธิ (การมีสมาธิที่ถูกต้อง) หมายถึง ฌาน 4 เมื่อเทียบกับหลักไตรสิกขา องค์มรรคข้อ 1-2 เป็นปัญญา ข้อ 3-4-5 เป็นศีล และข้อ 6-7-8 เป็นสมาธิ

ประโยชน์ ๓ ประการ ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนแก่มวลมนุษย์ ๑. ประโยชน์ปัจจุบัน ๔      ๑. อุฏฐานสัมปทา (อุ) ขยันหมั่นเพียร      ๒. อารักขสัมปทา (อะ) ใช้เงินออกดอกออกผลเป็น      ๓. กัลยาณมิตตตา (กะ) มีเพื่อนดี แต่เราต้องเป็นคนดีก่อน      ๔. สมชีวิตา (สะ) เลี้ยงชีพชอบ ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น

พิจารณา รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอนัตตา พระพุทธเจ้าตรัสถามความเห็นของปัญจวัคคีย์ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง ไม่เที่ยงพระพุทธเจ้าข้า ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นเป็นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ที่สุดโต่ง ๒ อย่างนี้ ภิกษุไม่ควรเสพ หรือเข้าไปเกี่ยวข้อง คือ      กามสุขัลลิกานุโยค  กามทั้งหลายหรือความพอใจ หรือความโลภ อีกด้านหนึ่งคือ การทรมานตน อัตตกิลมถานุโยค  หรือความไมา่พอใจ หรือความโกรธ ดูกรภิดษุทั้งหลาย ทางสายกลาง ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องที่สุด ๒ อย่างนั้น  ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำให้ญานเกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน

การวิปัสสนาภาวนากรรมฐาน วิปัสสนา แปลว่า ปัญญาหรือความจริง (กฎธรรมชาติ ๒ กฎ) ภาวนา แปลว่า เจริญ, ท่องจำ, ทำซ้ำ ๆ กรรมฐาน แปลว่า ฐานที่ตั้งในใจ วิปัสสนาภาวนากรรมฐาน แปลว่า ท่องจำ (เจริญ) ความจริง มาไว้ในใจเรา

ในอดีตกาล ณ กรุงพาราณสี ชาวพระนครได้ไปขอธิดาของชาวชนบท กำหนดวันแล้ว เมื่อถึงวันนัด ถามอาชีวก (นักบวชชีเปลือย) ผู้คุ้นเคยกันว่า วันนี้พวกผมจักทำการมงคลอย่างหนึ่ง ฤกษ์ดีไหมครับ อาชีวกนั้นโกรธอยู่แล้วว่า คนพวกนี้กำหนดวันเอาตามพอใจตน บัดนี้กลับถามเรา ต้องสั่งสอนเขาเสียบ้าง จึงพูดว่า วันนี้ฤกษ์ไม่ดี พวกท่านอย่ากระทำการมงคลเลย ถ้าขืนทำจักพินาศใหญ่ พวกเขาหลงเชื่อ จึงไม่ไปรับเจ้าสาวในวันนั้น ฝ่ายชาวชนบทจัดการมงคลไว้พร้อมแล้ว ไม่เห็นชาวพระนครมา ก็กล่าวว่า พวกนั้นกำหนดไว้วันนี้ แล้วก็ไม่มา ธุระอะไรจะต้องไปคอยคนเหล่านั้น (ให้โง่) แล้วก็ยกธิดาของตนให้ตระกูลอื่นไป รุ่งขึ้น ชาวเมืองพากันมารับเจ้าสาว ชาวชนบทก็พากันกล่าวว่า พวกท่านขึ้นชื่อว่าเป็นชาวเมืองแต่ขาดความเป็นผู้ดี กำหนดวันไว้แล้วแต่ไม่มาตามกำหนด พวกเราจึงยกเจ้าสาวให้คนอื่นไปแล้ว พวกชาวเมืองกล่าวว่า เพราะฤกษ์ไม่ดี จึงไม่มา จงให้เจ้าสาวแก่พวกเราเถิด ชาวชนบทแย้งว่า เจ้าสาวยกให้คนอื่นไปแล้ว จะนำตัวคืนมาได้อย่างไร

Powered by MakeWebEasy.com