ทางสายเอก(สรุป)
image

       ต่อไปเราจะเดินทางชีวิตเราสายเอก  เราต้องรู้ทางเดินชีวิตสายใหม่  ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้  เพราะทางสายเอกนี้  เป็นสายที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้  ไม่ใช่เป็นความคิดเห็นของพระพุทธเจ้า  พระองค์รู้จริง  รู้แจ้ง  เรื่องโลกและชีวิต  ตอนที่ท่านเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ  ท่านก็พยายามหาทางหนีจากกรงขังของตัวเอง  หาอิสระให้กับตัวเอง ในที่สุดท่านก็พบ  แต่ก่อนที่ท่านจะตรัสรู้  ท่านก็ลองผิด ลองถูกมาถึง ๔ อสงไขยแสนมหากัป กับอีก ๖ ปี สุดท้ายแล้วท่านก็ลองผิด ลองถูกจนประสบความสำเร็จ  ท่านก็เห็นว่าสิ่งที่เราปฏิบัติกันมานั้นมันเป็นความเชื่อ  เราก็เอาความเชื่อไปลิขิตชีวิตของตัวเรามาตลอด  ความเชื่อมันไม่มีเหตุปัจจัยครบตามที่เราปรารถนา  อย่างเราปรารถนาจะร่ำรวย  นี่คือความเชื่อว่าเราปรารถนาร่ำรวย แต่เราร่ำรวยไม่ได้  ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยให้เราร่ำรวยอย่างนี้เป็นต้น  เพราะฉะนั้นความปรารถนา ความเชื่อ  มันก็สร้างแต่ความหวังให้แก่ตัวเรา  ความหวังจากความเชื่อก็คือ ความทุกข์ เพราะเราไม่ได้ตามสิ่งที่เราหวัง
       พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ โดยการฝึกฝนตัวท่านเอง  ท่านฝึกฝนตัวท่านตามที่  นักปราชญราชบัณฑิต  ครูบาอาจารย์ในสมัยนั้นท่านสอนมา  นั่นคือสวดมนต์  นั่งสมาธิ  เจ้าชายสิทธัตถะก็ไปขอศีลอาฬารดาบส  อุทกดาบส  แล้วไปนั่งสมาธิ  นั่งสมาธิจนเหาะเหินเดินอากาศได้ ณาน ๗ ณาน ๘  ท่านก็เห็นว่าทางนี้ไม่ใช่ทางที่จะเกิดปัญญาที่ดับทุกข์ได้  ท่านก็ลาอาจารย์ทั้ง ๒  ไปวิปัสสนา  พอได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า แล้วท่านก็กำหนดวิถีทางของการดำเนินชีวิตใหม่  แล้วท่านตรัสรู้อะไร  คือตรัสรู้กฎธรรมชาติ ๒ กฎคือไตรลักษณ์ อิทัปปัจจยตา คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป  เกิดจากเหตุปัจจัยมาประชุมปรุงแต่งชั่วคราว แล้วแตกสลาย  ไม่มีตัวตนเป็นของตนเอง  ท่านก็สรุปว่าไม่เที่ยงเกิดดับ  แล้วไม่เที่ยงเกิดดับก็ตั้งเจ้าชายสิทธัตถะ  เป็นพระพุทธเจ้า
       แล้วไม่เที่ยงเกิดดับตั้งเจ้าชายสิทธัตถะ  เป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไร  ไม่เที่ยงเกิดดับคือพระธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระพุทธเจ้าก็เอาพระธรรมทีี่ท่านตรัสรู้ไปสอนให้คนทั่วไปวิปัสสนาภาวนา  ก็มีดวงตาเห็นธรรม  ก็เกิดเป็นพระสงฆ์ขึ้น  เพราะฉะนั้นไม่เที่ยงเกิดดับที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้  คือพระธรรมเจ้า  พระสังฆเจ้า ไม่เที่ยงเกิดดับคือกฎธรรมชาติ ๒ กฎ เป็นความจริงของโลกและชีวิต  โลกและชีวิตนี้ก็ต้องอยู่ในกฎธรรมชาติ ๒ กฎ เพราะโลกและชีวิตเป็นธรรมชาติที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้เห็นอย่างนั้น  รู้อย่างนั้น  โลกและชีวิตนี้ต้องลงอยู่ในกฎธรรมชาติ ๒ กฎเพราะกฎธรรมชาติ ๒ กฎเป็นกฎใหญ่ที่ธรรมชาติทั้งปวงต้องลงอยู่ในกฎ ๒ กฎนี้  ใครจะเชื่อไม่เชื่อ  มันก็เป็นอย่างนั้น  อย่างใหม่ เก่า แตกสลาย  ใครจะเชื่อไม่เชื่อ  มันก็เป็นของมันอย่างนั้น  หนุ่ม  แก่  ตาย  ใครจะเชื่อไม่เชื่อ  มันก็เป็นของมันอย่างนั้น
       เพราะฉะนั้นไม่เที่ยงเกิดดับนี้  เป็นความจริงของโลกและชีวิต พระพุทธเจ้าก็เห็นว่า  ความจริงของโลกและชีวิตที่พระองค์ท่านตรัสรู้เป็นทางสายเอก สายเดียวที่จะพาตัวมนุษย์ให้เข้าไปถึงเป้าหมายสูงสุดของชีวิต  คือหนีทุกข์ไปหาสุขถาวรเรียกว่านิพพานได้ท่านก็ได้วางหลักการ  ให้เอาไม่เที่ยงเกิดดับคือพระธรรมคำสอน  ให้มนุษย์ทั่วไปได้นำปฎิบัติ  เรียกว่าวิปัสสนาภาวนากรรมฐาน  วิปัสสนาภาวนากรรมฐาน แปลว่า  เจริญปัญญาเป็นฐานที่ตั้ง  วิปัสสนาแปลว่าปัญญาหรือความจริง  เป็นฐานที่ตั้ง ไว้ในใจเหมือนสูตรคูณ  เจริญสูตรคูณเป็นฐานที่ตั้งไว้ในใจ  เราทำยังไง ก็ท่องจำ
       ทำไมต้องวิปัสสนา  ทำไมต้องท่องจำ  ก็เพราะเราต้องการอาศัยข้อมูลใหม่  ข้อมูลที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ไปลิขิตชีวิตของเรา  เพราะเรารู้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า  ชีวิตเราถูกข้อมูลผิด  หรือความเห็นผิดหรือความเชื่อ  เป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตเรามานับภพนับชาติไม่ถ้วน  เรียกว่าทางสายเก่า  ทางสายทุกข์ สมุทัย  เพราะฉะนั้นทางสายใหม่ไม่เที่ยงเกิดดับ  ที่ต้องท่องจำ  โดย การวิปัสสนาภาวนา  ท่องจำ ธรรมไม่เที่ยงเกิดดับ  คือทางสายใหม่  ทางสายนิโรธ  และมรรค  เราจะเห็นว่าสายดับทุกข์ และวิธีดับทุกข์  ฉะนั้นการท่องไม่เที่ยงเกิดดับ  ก็เก็บเป็นสัญญาความจำไว้ในใจ  การเก็บสัญญาความจำไว้ในใจก็เพื่อให้สัญญาความจำเป็นผู้ลิขิตชีวิตเรา  เหมือนกับสัญญาความจำผิดที่เป็นความเชื่อ  เป็นความคิดเห็นของเรา ที่ใส่ไว้ในใจเรา มันก็ลิขิต  มันก็นำพาชีวิตเราไปอย่างทุกวันนี้  โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเราสร้างทุกข์ให้กับตัวเรา ด้วยตัวของเราเอง  สร้างทุกข์อย่างละเอียด  อย่างกลาง  อย่างหยาบ  ความพอใจไม่พอใจมันเป็นบาปอย่างละเอียด  เราไม่รู้ว่ามันเป็นทุกข์  แต่ถ้ามันซ้อนทับสะสมกันมากขึ้น  อย่างหยาบมันก็มีโกรธ  มีหลง  มีโลภเกิดขึ้นก็เด่นชัดขึ้น  ความจริงมันก็คือความพอใจ ไม่พอใจ ที่เราบำเพ็ญมานั้นเอง  ถ้ามันระเบิดขึ้นมา  เราจะเห็นว่านี่คือทุกข์อย่างหยาบ  มันก็เกิดจากทุกข์อย่างละเอียด  พระพุทธเจ้าว่าให้เรารู้เห็นว่าข้อมูลสัญญาความจำของเราเป็นผู้ลิขิต  ท่านก็ให้เราเปลี่ยนสัญญาความจำใหม่  เพื่อให้เราเดินทางสายใหม่  ถ้าเราไม่เปลี่ยนสัญญาความจำใหม่  เราจะเดินทางสายใหม่ไม่ได้ เพราะตัวเราถูกสัญญาความจำหรือข้อมูล  หรือเจตสิก เป็นตัวสั่งการในวิถีชีวิตเรา
       เมื่อเรารู้และเข้าใจอย่างนี้แล้ว  เราก็ต้องใส่ข้อมูลโดยการวิปัสสนาภาวนา  แต่การใส่ข้อมูลไม่เที่ยงเกิดดับเส้นทางสายใหม่ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น  ไม่ง่ายอย่างที่คิด  เพราะมันมีอุปสรรคคือ  เส้นทางสายเก่าขัดขวางอยู่  เพราะการเดินทางในเส้นทางสายเก่าเรามีความชำนาญ  เมื่อเราพาตัวเราเดินบนทางสายใหม่  ไปได้ไม่ถึงครึ่งทาง  นิสัยเก่าก็พาเรากลับมาทางสายเก่าอีก  เดินใหม่อีกก็กลับมาทางสายเก่าอีก  เพราะฉะนั้นเราจึงไปข้างหน้าได้ไม่ไกลสักที  เพราะไปได้สักพักก็กลับมาเดินใหม่  เหมือนกับว่าเราลองผิด ลองถูกอยู่ตลอดเวลา  ทั้ง ๆ ที่เราเข้าใจว่าทางเส้นนี้เป็นทางที่พระพุทธเจ้า พระอรหันต์เดินสำเร็จมาแล้ว  มีสุขถาวรเป็นรางวัล  เราก็รู้ เราเข้าใจ  แต่ความเคยชินเราไม่มี  อันนี้มันเป็นเรื่องสำคัญ พระพุทธเจ้าถึงให้เราใส่ข้อมูลใหม่เข้าไป โดยการท่องจำให้เป็นปกติในชีวิตประจำวันของเรา
       ถ้าเราท่องจำเข้าไปมากขึ้น ๆ  เราก็สามารถเดินทางสายใหม่ได้  ถ้าเราทำให้มาก  การขัดขวางของมันก็ลดน้อยลง พระพุทธเจ้าถึงการันตีว่าคนที่เดินตามทางสายใหม่นี้จะสำเร็จมรรคผลนิพพานภายใน ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี  เหตุผลก็เพราะว่าข้อมูลสร้างทุกข์  ก็เป็นธรรมชาติชนิดหนึ่ง  ข้อมูลสร้างสุขก็เป็นธรรมชาติชนิดหนึ่ง  ข้อมูลทุกข์ สมุทัย  ก็เป็นธรรมชาติ  ข้อมูลนิโรธ มรรค  ก็เป็นธรรมชาติชนิดหนึ่ง
       พระพุทธเจ้าว่าคนเรามีอาหาร ๔  เลี้ยงชีวิตเราอยู่  ชีวิตเรามีอยู่ ๒ ตัว คือ  กาย กับ ใจ 

       อาหารอันที่ ๑  กวฬิงการาหาร  คืออาหารเลี้ยงร่างกาย  ร่างกายเราประกอบด้วย  ดิน  น้ำ  ลม  ไฟ  ถ้าเราไม่กินข้าวก็ ๑ เดือนตาย  ไม่กินน้ำ ๑ อาทิตย์ตาย  ไม่กินลมก็ ๕ นาทีตาย  ฉะนั้นร่างกายเราเป็นธรรมชาติ  ต้องการอาหาร เป็นเหตุปัจจัยมาประชุมกัน ถ้าอันใดอันหนึ่งมาประชุมกันไม่ครบ  ร่างกายเราก็แตกสลายทันที  ไม่เชื่อก็ปิดปาก  ปิดจมูกดู ๕ นาทีร่างกายเราก็แตกสลายทันที
       ฉะนั้นใจเราก็มีอาหารกิน  พระพุทธเจ้าว่า  อาหารของใจคือ ความพอใจ ไม่พอใจ หรือโลภะ โทสะ โมหะ  ที่อยู่ในใจเรา มันก็เป็นธรรมชาติ ถ้ามันไม่ได้ โลภะ โทสะ โมหะ หรือความพอใจ ไม่พอใจ  ไปเพิ่มเติมมันก็แตกสลายไปทันที  ตายทันทีเหมือนกับชีวิตร่างกายเรา  ฉันใดฉันนั้น  อาหารที่เลี้ยงใจเรา  พระพุทธเจ้าว่าคือ  ผัสสาหาร คือการกระทบสัมผัส  เมื่อกระทบสัมผัสแล้ว  ก็มีเจตจำนงเกิดขึ้น  ความจงใจ  ตั้งใจ  เจตนา เกิดขึ้น  เรียกว่า มโนสัญเจตนาหาร  เมื่อมีเจตนาเกิดขึ้น  ก็มีความรู้ เรียกว่า วิญญาณหารเกิดขึ้น  วิญญาณหารก็จะหล่อเลี้ยงร่างกายชีวิตเราตลอดเวลา  เพราะฉะนั้นอาหารทางใจคือ ผัสสาหาร  มโนสัญเจตนาหาร  วิญญาณหาร  มันเข้ามาทางไหนล่ะ
       อาหารทางใจมันเข้าทางตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  ถ้าเราปิดทางลำเลียงอาหารที่ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  อาหารของโลภะ โทสะ โมหะ จากภายนอกไม่สามารถจะเข้าไปเลี้ยง โลภะ โทสะ โมหะภายในได้  กรรมเก่าที่พระพุทธเจ้าว่า  เท่าเม็ดหินเม็ดทรายทุกก้อนในเทือกเขาหิมาลัย  หรือเม็ดหินเม็ดทรายทุกก้อนในประเทศไทย  ที่อยู่ในใจเรามากมายขนาดนั้น  ถ้าเราปิด ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  โดยการท่องคือตามทันสิ่งที่มากระทบสัมผัสตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  ตามความจริงที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ คือไม่เที่ยงเกิดดับ
 
*ตาเห็นรูป รูปไม่เที่ยงเกิดดับ ตัวฉันไม่เที่ยงเกิดดับ
*หูได้ยินเสียง เสียงไม่เที่ยงเกิดดับ ตัวฉันไม่เที่ยงเกิดดับ
*จมูกได้กลิ่น กลิ่นไม่เที่ยงเกิดดับ ตัวฉันไม่เที่ยงเกิดดับ
*ลิ้นได้รส รสไม่เที่ยงเกิดดับ ตัวฉันไม่เที่ยงเกิดดับ
*กายสัมผัส ไม่เที่ยงเกิดดับ ตัวฉันไม่เที่ยงเกิดดับ
*ใจคิดนึก ไม่เที่ยงเกิดดับ ตัวฉันไม่เที่ยงเกิดดับ

image
Powered by MakeWebEasy.com